No Bad Parts

ก่อนกดปุ่มส่งใบลาออก อาจมีเสียงหนึ่งในใจบอกว่า “ไปเลย ทนไม่ไหวแล้ว” ขณะเดียวกันอีกเสียงกลับบอกว่า “อย่าเสี่ยง ยังมีค่าใช้จ่าย” และเสียงที่สามอาจวิจารณ์ว่าทำไมตัดสินใจอะไรไม่ได้สักที ถ้าเคยมีประสบการณ์แบบนี้ No Bad Parts ของ Richard Schwartz เสนอภาษาหนึ่งให้มองความขัดแย้งภายใน: แทนที่จะถามว่าเสียงไหนเป็นตัวจริงหรือเสียงไหนแย่ที่สุด ลองถามว่าแต่ละส่วนกำลังพยายามปกป้องอะไร

หนังสือแนะนำแนวคิด Internal Family Systems หรือ IFS ซึ่งเป็นแบบจำลองทางจิตบำบัดที่ Schwartz พัฒนาขึ้น IFS มองว่าจิตใจอาจมีแง่มุมภายในหลายส่วนที่มีบทบาท มุมมอง และกลยุทธ์ต่างกัน พร้อมแนวคิดเรื่องภาวะผู้นำภายในที่มีคุณภาพอย่างความสงบ ความอยากรู้อยากเห็น ความเมตตา และความชัดเจน บทความนี้จะอ่านแนวคิดดังกล่าวเป็นเครื่องมือสะท้อนตัวเอง ไม่ใช่การวินิจฉัย ไม่ใช่หลักฐานว่าเรามีหลายบุคลิก และไม่ใช่สิ่งที่ควรใช้ลำพังกับบาดแผลหรือภาวะวิกฤต

คำตอบสั้นๆ: “ไม่มีส่วนไหนเลว” ไม่ได้แปลว่าทุกพฤติกรรมปลอดภัย

ชื่อหนังสืออาจฟังเหมือนข้ออ้างให้กับทุกอย่างที่เราทำ แต่แก่นของ IFS ละเอียดกว่านั้น ตามสรุปของ IFS Institute เป้าหมายไม่ใช่กำจัดแง่มุมภายในเหล่านี้ แต่ช่วยให้ส่วนเหล่านั้นพบบทบาทที่ไม่สุดโต่ง เพราะเจตนาที่ไม่สุดโต่งของแต่ละส่วนอาจกำลังพยายามช่วยบุคคลอยู่ แม้วิธีที่มันใช้ในปัจจุบันจะสร้างปัญหา

ตัวอย่างเช่น ส่วนที่วิจารณ์ตัวเองอาจพยายามกันเราออกจากการถูกคนอื่นตำหนิ ส่วนที่อยากเลื่อนงานอาจพยายามกันเราออกจากความกลัวว่าจะทำไม่ดี ส่วนที่โกรธจัดอาจกำลังปกป้องขอบเขตที่ถูกละเมิด ส่วนที่อยากซื้อของหรือเลื่อนหน้าจอไม่หยุดอาจกำลังหาทางปิดความรู้สึกที่หนักเกินรับในตอนนั้น การมองเจตนาไม่ใช่การบอกว่าผลลัพธ์ไม่มีความสำคัญ แต่ช่วยให้เราไม่เริ่มแก้ปัญหาด้วยการเกลียดตัวเอง

ทีมงานขอสรุปเป็นประโยคที่ปลอดภัยกว่า: เราอาจรับฟังส่วนที่ทำให้ลำบากได้ โดยไม่ต้องยอมให้มันขับรถคนเดียว หากพฤติกรรมของคุณหรือใครบางคนเสี่ยงทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น ความปลอดภัยและการขอความช่วยเหลือต้องมาก่อนการพยายามตีความเจตนาภายใน

IFS เป็นอะไร และไม่เป็นอะไร

แนวคิดนี้ใช้คำว่า “ส่วน” เพื่ออธิบายแง่มุมภายในที่บางครั้งขัดแย้งกัน เช่น ส่วนที่อยากเข้าสังคมกับส่วนที่อยากหลบ ส่วนที่อยากประหยัดกับส่วนที่อยากให้รางวัลตัวเอง หรือส่วนที่อยากพูดความจริงกับส่วนที่กลัวถูกปฏิเสธ ภาษานี้มีประโยชน์เพราะทำให้เราพูดว่า “มีส่วนหนึ่งของฉันรู้สึกแบบนี้” แทน “ฉันเป็นแบบนี้ทั้งคน”

แต่การพูดถึงส่วนต่างๆ ใน IFS ไม่ใช่การวินิจฉัยภาวะแยกตัวตน และไม่ใช่คำอธิบายว่าทุกคนมีตัวตนแยกขาดจริงๆ สำหรับผู้อ่านทั่วไป มันอาจใช้เป็นอุปมาเพื่อสังเกตความคิด อารมณ์ แรงผลัก และกลยุทธ์ที่เปลี่ยนไปตามบริบทได้ หากคุณมีประสบการณ์หลุดจากความเป็นจริง ความทรงจำขาดหาย ได้ยินเสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน หรือกังวลเรื่องการแยกตัวตน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ไม่ควรพยายามวินิจฉัยตนเองจากหนังสือ

ในกรอบ IFS ยังมีแนวคิดเรื่องภาวะผู้นำภายใน ซึ่ง IFS Institute อธิบายว่าเกี่ยวข้องกับคุณภาพอย่างความสงบ ความมั่นใจ ความอยากรู้อยากเห็น ความเมตตา ความกล้าหาญ ความชัดเจน ความสร้างสรรค์ และความเชื่อมโยง คุณไม่ต้องเชื่อว่านี่เป็นแก่นแท้ในเชิงปรัชญาจึงใช้แนวคิดนี้ได้ ลองมองมันเป็นช่วงเวลาที่เรามีระยะจากอารมณ์พอจะตอบสนองอย่างรอบคอบกว่าเดิม

เหตุใดการเรียกตัวเองว่า “แย่” จึงมักไม่ช่วย

เมื่อเราพูดว่า “ฉันขี้เกียจ” “ฉันเป็นคนพัง” หรือ “ฉันทำลายทุกอย่าง” เรานำพฤติกรรมหนึ่งช่วงมารวมเป็นตัวตนทั้งหมด ผลคือส่วนที่กำลังกลัวหรือเจ็บอาจยิ่งต้องป้องกันตัว มันอาจเถียง กลบด้วยการทำงานหนักขึ้น หลบด้วยการผัดวัน หรือระเบิดใส่คนรอบข้าง

No Bad Parts เสนอท่าทีที่ต่างออกไป: ลองสนใจอย่างอยากรู้อยากเห็นว่า ก่อนพฤติกรรมนี้เกิดขึ้น มีอะไรที่ส่วนนี้กลัว? ถ้ามันทำหน้าที่นี้ต่อไป มันคิดว่าจะช่วยเราให้รอดจากอะไร? คำตอบอาจไม่ชัดและไม่จำเป็นต้องมีเรื่องบาดแผลใหญ่เสมอไป บางครั้งคำตอบเรียบง่ายมาก เช่น “มันกลัวขายหน้า” “มันกลัวคนไม่รัก” “มันอยากให้เราหยุดเหนื่อยสักครู่”

การถามเช่นนี้ไม่ใช่การหาเหตุผลให้ทุกการกระทำ หากคุณพูดทำร้ายคนอื่น ใช้เงินเกินจนมีปัญหา หรือหลีกเลี่ยงหน้าที่สำคัญ ผลกระทบยังต้องถูกจัดการ ความต่างคือเราแก้จากความเข้าใจว่ามีระบบป้องกันกำลังทำงาน แทนการเพิ่มการด่าว่าระบบนั้นจนมันต้องป้องกันหนักกว่าเดิม

แผนที่ส่วนภายในแบบไม่ซับซ้อน

IFS ใช้คำเรียกกลุ่มบทบาทหลายแบบ สำหรับการอ่านระดับเริ่มต้น ลองจำสามลักษณะนี้เป็นแผนที่ ไม่ใช่ป้ายติดตัวตายตัว

ส่วนจัดการล่วงหน้า: คนวางแผน คนตรวจ และคนเอาใจ

ส่วนลักษณะนี้พยายามป้องกันปัญหาก่อนเกิด อาจผลักให้เราวางแผนละเอียด ทำงานเกินมาตรฐาน ควบคุมภาพลักษณ์ หรือพยายามทำให้ทุกคนพอใจ จุดแข็งคือความรับผิดชอบและการมองการณ์ไกล แต่เมื่อทำงานสุดโต่ง มันอาจทำให้พักไม่ได้ กลัวผิดพลาด หรือไม่กล้าขอความช่วยเหลือ

แทนที่จะสั่งให้มันหายไป ลองพูดว่า “ขอบคุณที่อยากให้ฉันปลอดภัยจากการถูกตำหนิ วันนี้เราจะตรวจงานหนึ่งรอบ และจะไม่ทำจนอดนอน” การเจรจาแบบนี้ไม่ได้รับประกันว่าใจจะสงบ แต่ช่วยให้มาตรฐานไม่กลายเป็นการลงโทษ

ส่วนดับไฟทันที: คนหนี คนช็อป คนไถ และคนระเบิด

บางครั้งเมื่ออารมณ์เจ็บปวดพุ่งสูง เราอยากตัดมันออกทันทีด้วยการไถหน้าจอ กิน ดื่ม ซื้อของ ทำงานจนลืมเวลา นอนทั้งวัน หรือโกรธระเบิด IFS Institute เรียกบทบาทฉุกเฉินลักษณะนี้ว่า “ส่วนดับไฟ” การมองแบบนี้ไม่ได้ทำให้พฤติกรรมเสี่ยงปลอดภัย แต่ช่วยเห็นว่าใต้ความหุนหันอาจมีความพยายามจะหนีความเจ็บหรือความทรงจำบางอย่าง

เมื่อรู้ตัวว่า “ส่วนดับไฟ” กำลังมา ให้เปลี่ยนเป้าหมายจากห้ามเด็ดขาดเป็นลดอันตรายชั่วคราว เช่น วางมือถืออีกห้อง ดื่มน้ำก่อนกดสั่งของ โทรหาเพื่อน ออกไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย หรือเลื่อนการตอบข้อความแรงๆ หากเกี่ยวข้องกับสารเสพติด การทำร้ายตัวเอง หรืออันตรายต่อผู้อื่น ควรติดต่อผู้เชี่ยวชาญหรือบริการฉุกเฉินทันที

ส่วนที่ถูกเก็บไว้: ความกลัว ความอาย และความเจ็บเก่า

บางอารมณ์ถูกดันออกจากความสนใจ เพราะมันหนักเกินรับในอดีต เช่น ความกลัวถูกทิ้ง ความอาย ความรู้สึกไร้ค่า หรือความเศร้า IFS เรียกบทบาทนี้ว่า “ส่วนที่ถูกเก็บไว้” ในการบำบัด แต่สำหรับผู้อ่านทั่วไป ไม่จำเป็นต้องลงลึกหรือพยายามรื้อความทรงจำเอง การรู้เพียงว่า “มีบางเรื่องที่ใจฉันปกป้องหนัก” ก็พอจะทำให้เราอ่อนโยนขึ้น

ถ้าการสังเกตอารมณ์นำไปสู่ความตื่นตระหนก ชา ภาพจำ หรือความรู้สึกไม่ปลอดภัย ให้หยุดการสำรวจลำพังและหาคนช่วยทำงานด้วย การไปช้า ไม่ขุดลึก และมีคนสนับสนุนเป็นส่วนหนึ่งของการเคารพระบบป้องกันภายใน ไม่ใช่การหลีกเลี่ยงการเยียวยา

แบบฝึก “ประชุมทีมในใจ” 8 นาที

แบบฝึกนี้เหมาะกับความขัดแย้งระดับวันธรรมดา เช่น อยากเริ่มงานแต่ผัดวัน อยากบอกความจริงแต่เกร็ง หรืออยากพักแต่รู้สึกผิด ไม่เหมาะสำหรับช่วงที่กำลังวิกฤต มีความคิดทำร้ายตัวเอง ภาพจำกระทบกระเทือนรุนแรง หรือรู้สึกหลุดจากความเป็นจริง ในกรณีเหล่านั้น ให้เลือกความปลอดภัยและความช่วยเหลือจากคนจริงๆ ก่อน

นาทีที่ 1: เลือกเรื่องเดียว ไม่เลือกชีวิตทั้งก้อน

เลือกเหตุการณ์ที่เฉพาะ เช่น “ฉันยังไม่ส่งอีเมลนี้” ไม่ใช่ “ฉันล้มเหลว” ความเฉพาะช่วยให้ส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องพอจะพูดกันได้ โดยไม่กลายเป็นศาลตัดสินตัวตน

นาทีที่ 2: เขียนประโยค “ส่วนหนึ่งของฉัน…”

ให้แต่ละเสียงมีหนึ่งประโยค เช่น “ส่วนหนึ่งอยากส่งตอนนี้เพื่อให้จบ” “ส่วนหนึ่งกลัวว่าจะเขียนไม่ดี” “ส่วนหนึ่งอยากเปิดซีรีส์แล้วลืมมัน” สังเกตว่าคำว่า “ส่วนหนึ่ง” ทำให้ยังมีพื้นที่เหลือสำหรับส่วนอื่นและสำหรับการเลือก

นาทีที่ 3–4: ถามเจตนาป้องกัน

เลือกส่วนที่ดังที่สุด แล้วถามอย่างสุภาพว่า “ถ้าฉันไม่ทำตามเธอ เธอกลัวอะไรจะเกิด?” อย่าบังคับให้มีคำตอบ บางครั้งคำตอบคือกลัวถูกตำหนิ กลัวล้มเหลว หรือกลัวเหนื่อยกว่าเดิม บางครั้งไม่รู้ก็ให้เขียนว่าไม่รู้ ความอยากรู้อยากเห็นสำคัญกว่าคำตอบที่ฉลาด

นาทีที่ 5: แยกเจตนาออกจากวิธี

พูดกับส่วนนี้ว่า “ฉันเข้าใจว่าเธออยากปกป้องฉันจาก…” จากนั้นถามว่า “มีวิธีที่เสี่ยงน้อยกว่าหรือใจดีกว่ามั้ย?” หากส่วนที่อยากหนีงานอยากปกป้องจากความกลัว คุณอาจเสนอทำร่างแรกสิบห้านาทีแล้วพัก หากส่วนวิจารณ์อยากป้องกันความผิดพลาด คุณอาจเสนอเช็กลิสต์หนึ่งหน้าแทนการแก้ทั้งคืน

นาทีที่ 6–7: หาเสียงที่มีความสงบพอ

ลองถามตัวเองว่าตอนนี้มีมุมไหนที่พออยากรู้อยากเห็น เมตตา หรือชัดเจนได้บ้าง ไม่ต้องสงบสมบูรณ์ บางครั้งแค่พูดว่า “ทุกคนในใจคงเหนื่อยกันมาก” ก็เป็นจุดเริ่มที่ต่างจากการเลือกฝ่ายหนึ่งไปกำจัดอีกฝ่าย

นาทีที่ 8: ทำข้อตกลงเล็กและตรวจสอบได้

เช่น “จะเปิดเอกสารและเขียนหัวข้อสามบรรทัด” “จะพักสิบห้านาทีแล้วกลับมาคุยเรื่องงบ” หรือ “จะไม่ส่งข้อความตอนนี้ แต่จะนัดคุยพรุ่งนี้” ข้อตกลงที่ดีไม่ใช่ชัยชนะของส่วนใดส่วนหนึ่ง แต่เป็นสิ่งที่ระบบภายในพอร่วมมือได้

สามสถานการณ์เพื่อฝึกมองส่วนต่างๆ โดยไม่โรแมนติกปัญหา

เมื่อส่วนวิจารณ์ตัวเองดังมาก

แทนถาม “ทำไมฉันเกลียดตัวเอง” ลองถามว่า “เสียงนี้คิดว่าถ้าดุฉันแล้วจะเกิดอะไรดีขึ้น?” มันอาจตอบว่าอยากให้คุณไม่พลาด ไม่โดนดูถูก หรือไม่ถูกทิ้ง ลองขอบคุณเจตนาปกป้อง แล้วบอกขอบเขตว่า “คำด่าไม่ได้ช่วยให้ทำงานดีขึ้น ฉันจะใช้รายการตรวจแทน” วิธีนี้ไม่ทำให้เสียงหายทันที แต่ทำให้คุณไม่ต้องเชื่อทุกประโยคของมัน

เมื่อส่วนเอาใจคนอื่นรับงานเกิน

ส่วนนี้อาจกลัวว่าการปฏิเสธทำให้เป็นคนไม่ดี หรือกลัวความสัมพันธ์สั่นคลอน ลองเจรจาว่า “ฉันก็อยากเป็นคนช่วยเหลือ แต่ถ้ารับทุกอย่าง เราจะหมดแรงจนดูแลใครไม่ได้” แล้วเตรียมประโยคขอบเขต เช่น “ฉันช่วยได้ภายในวันศุกร์” หรือ “ตอนนี้รับเพิ่มไม่ได้ แต่แนะนำคนอื่นให้ได้” การทำให้ส่วนนี้เห็นทางเลือกที่ไม่ใช่ยอมทั้งหมดหรือปฏิเสธทั้งหมด มักง่ายกว่าการสั่งให้เลิกเอาใจ

เมื่อส่วนหนีอยากหยิบมือถือทุกครั้งที่เครียด

อย่าเริ่มด้วยการยึดมือถือและด่าตัวเอง ลองสังเกตว่าความเครียดใดมาก่อนความอยากไถ อาจเป็นความกลัวงาน ความเหงา หรือความอ่อนล้าจริงๆ ถามว่าเราพักด้วยวิธีที่ไม่พาไปไกลเกินได้ไหม เช่น ตั้งเวลาเจ็ดนาที เดินไปดื่มน้ำ หรือส่งข้อความหาเพื่อนหนึ่งคน หากการใช้หน้าจอเริ่มกระทบงาน ความสัมพันธ์ หนี้ หรือการนอนอย่างควบคุมไม่ได้ การขอความช่วยเหลือเฉพาะทางอาจเหมาะกว่าแบบฝึกนี้

“ไม่มีส่วนไหนเลว” กับความรับผิดชอบต่อผู้อื่น

ประโยคจาก IFS ว่าไม่มีส่วนใดเลวโดยเนื้อแท้ ไม่ได้ลบความรับผิดชอบทางศีลธรรมและกฎหมาย หากคุณทำร้ายคนอื่น ความเข้าใจว่าส่วนโกรธกำลังปกป้องคุณไม่ใช่ใบอนุญาตให้พูดหรือทำร้ายต่อ สิ่งที่ยังจำเป็นคือหยุดพฤติกรรมที่เป็นอันตราย รับผิดชอบผลกระทบ ขอโทษโดยไม่แก้ตัว ชดเชยตามสมควร และเปลี่ยนเงื่อนไขที่ทำให้เกิดซ้ำ

บางครั้งความรับผิดชอบต้องมาก่อนการสำรวจตัวเองด้วยซ้ำ เช่น ออกจากสถานการณ์ที่กำลังรุนแรง วางอาวุธหรือสิ่งเสี่ยง ติดต่อคนช่วย และให้พื้นที่อีกฝ่ายปลอดภัย การเข้าใจเจตนาภายในมีค่าเมื่อมันช่วยให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้ ไม่ใช่เมื่อมันกลายเป็นภาษาที่หลบผลของการกระทำ

ข้อควรระวังสำหรับผู้มีประวัติบาดแผลหรืออาการรุนแรง

No Bad Parts พูดถึง IFS ในบริบทการเยียวยาบาดแผลและความเป็นองค์รวม แต่การฝึกที่เกี่ยวกับส่วนต่างๆ อาจเปิดประสบการณ์ที่หนักกว่าที่คาดได้ โดยเฉพาะคนที่มีประวัติกระทบกระเทือน การแยกตัวตน การเสพติด หรืออาการทางอารมณ์รุนแรง อย่ากดดันตัวเองให้ “พบส่วนลึก” หรือรื้ออดีตเพราะคิดว่านั่นคือการก้าวหน้า

หากคุณกำลังมีความคิดทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น ได้ยินหรือเห็นสิ่งที่ทำให้กลัว รู้สึกหลุดจากความเป็นจริง หรืออยู่ในอันตราย ให้ติดต่อบริการฉุกเฉินในพื้นที่ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต หรือคนที่ไว้ใจได้ทันที การได้ทำงานกับผู้บำบัดที่มีความรู้และเข้าใจ IFS อาจเหมาะกับบางคน แต่ไม่ใช่ข้อกำหนดว่าทุกคนต้องใช้แนวทางนี้เพื่อจะดีขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

No Bad Parts หมายความว่าเรามีหลายบุคลิกหรือไม่?

ไม่จำเป็น IFS ใช้ภาษาเรื่องส่วนต่างๆ เพื่ออธิบายแง่มุมและแรงผลักภายในที่อาจขัดแย้งกัน ไม่ใช่การวินิจฉัยภาวะแยกตัวตน หากคุณกังวลเรื่องความจำขาดหาย การแยกตัวตน หรือประสบการณ์หลุดจากความเป็นจริง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญแทนการสรุปจากหนังสือ

IFS แบ่งส่วนต่างๆ เป็นประเภทอะไรบ้าง?

ใน IFS มักมีภาษาพูดถึงส่วนที่จัดการล่วงหน้า ส่วนที่ดับไฟแบบฉุกเฉิน และส่วนที่ถูกเก็บไว้จากความเจ็บปวด แต่ไม่ควรใช้เป็นป้ายติดตัวเองหรือคนอื่น จุดประสงค์คือช่วยสังเกตบทบาทและความสัมพันธ์ภายใน ไม่ใช่จัดคนให้เข้ากล่อง

ถ้าส่วนหนึ่งของฉันทำพฤติกรรมอันตราย ฉันควรยอมรับมันไหม?

คุณอาจยอมรับว่ามีแรงผลักหรือความเจ็บนั้นอยู่ โดยไม่ทำตามพฤติกรรมอันตราย ความปลอดภัยต้องมาก่อน: ออกจากสถานการณ์ ติดต่อคนช่วย หรือขอการดูแลฉุกเฉินตามความเหมาะสม การรับฟังเจตนาเป็นขั้นตอนภายหลัง ไม่ใช่เหตุผลให้เสี่ยงต่อ

IFS หรือหนังสือเล่มนี้รักษาภาวะซึมเศร้า การเสพติด หรือบาดแผลทางใจได้ไหม?

ไม่ควรมองหนังสือเป็นการรักษา IFS เป็นแบบจำลองจิตบำบัดที่มีผู้เชี่ยวชาญใช้ในบริบททางคลินิก แต่บทความและการฝึกด้วยตัวเองไม่ทดแทนการประเมินหรือการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ หากอาการกระทบชีวิต การนอน งาน ความสัมพันธ์ หรือความปลอดภัย ควรติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตหรือบริการฉุกเฉินในพื้นที่ตามความเหมาะสม

บทส่งท้าย: ฟังทุกเสียงได้ โดยไม่ต้องเชื่อทุกเสียง

No Bad Parts มีคุณค่าเพราะช่วยให้ความขัดแย้งภายในไม่ต้องกลายเป็นสงครามว่าใครในตัวเราสมควรถูกกำจัด เราอาจมองส่วนวิจารณ์ ส่วนกลัว ส่วนหนี หรือส่วนโกรธเป็นกลยุทธ์ที่เคยจำเป็นหรือยังพยายามปกป้องอะไรบางอย่าง แล้วค่อยเลือกบทบาทที่ปลอดภัยกว่าและเป็นปัจจุบันกว่า

ครั้งหน้าเมื่อใจบอกทั้ง “ไป” และ “อย่าไป” ลองไม่รีบตัดสินว่าตัวเองสับสนเกินไป ให้ตั้งคำถามว่าแต่ละส่วนห่วงอะไร จากนั้นเลือกก้าวเล็กที่ไม่ให้ส่วนใดต้องถูกไล่ออก และไม่ปล่อยให้ส่วนใดสร้างอันตราย ความเมตตาต่อระบบภายในไม่ใช่การยอมแพ้ต่อพฤติกรรมเดิม แต่เป็นทางหนึ่งที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงเริ่มได้โดยมีทุกส่วนอยู่ในห้องเดียวกัน

No Bad Parts by Richard Schwartz

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *